วันอังคารที่ 22 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554

ดาวสารถี...ดวงดาวแห่งการเดินทาง


                   กลุ่มดาวสารถี มีลักษณะคล้ายรูปห้าเหลี่ยม มีดาวกฤษ์ Carpella  ซึ่งสว่างเป็นที่ 5 ในท้องฟ้าเป็นที่สังเกต กลุ่มดาวนี้แทนกษัตริย์กรีก ผู้ประดิษฐ์รถสองล้อ เทียบม้า 4 ตัวได้ ตามรูปมือหนึ่งถือแซ่ม้า อีกมือหนึ่งอุ้มแพะ พร้อมกับลูก 3 ตัว กลุ่มดาวสารถีอยู่ใกล้ ๆ กลุ่มดาววัว และดาวคนคู่ จะเห็นอยู่กลางท้องฟ้า เมื่อเวลา 3 ทุ่ม ในวันที่ 30 มกราคม

วันอาทิตย์ที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554

ดาวแกะ...สัญลักษณ์แห่งขนแกะทองคำ

      กลุ่มดาวแกะ เป็นกลุ่มดาวทางซีกฟ้าด้านเหนือ อยู่ถัดจากกลุ่มดาวปลาไปทางทิศตะวันออก ดวงอาทิตย์จะผ่านกลุ่มดาวแกะระหว่างวันที่ 19 เมษายน ถึง 14 พฤษภาคม กลุ่มดาวแกะประกอบด้วยดาวฤกษ์ 4 ดวงเป็นอย่างน้อย โดย 3 ดวงแรกเป็นส่วนของหัวแกะ ( Hamal เป็นดาวฤกษ์สีเหลือง มีความสว่าง 2.00 อยู่ห่างจากโลกประมาณ 66 ปีแสง ชื่อดาวหมายถึง Lamp , Sheraton มีความสว่าง 2.64 อยู่ห่างจากโลกประมาณ 60 ปีแสง ชื่อดาว หมายถึง Mark หรือ Sign เนื่องจาก จุด March Equinox หรือ 0 Aries อยู่ใกล้กับดาวดวงนี้มากที่สุด ในช่วง 300-400 ปีก่อนคริสต์ศักราช , Aries มีความสว่าง 4.0 อยู่ห่างจากโลกประมาณ 148 ปีแสง  และอีก 1 ดวงเป็นสะโพกของแกะ กลุ่มดาวแกะจะขึ้นทางจุดทิศตะวันออกเฉียงไปทางเหนือเล็กน้อยประมาณ 22.5 องศา และจะปรากฏบนท้องฟ้านานวันละ 12 ชั่วโมงกลุ่มดาวแกะ เมื่อครั้งสมัยกรีกโบราณ ( 1000 ปีก่อนคริสต์ศักราช ) เคยเป็นกลุ่มดาวที่ แนวการเคลื่อนที่ของดวงอาทิตย์ ตัดกับแนวเส้นศูนย์สูตรฟ้าพอดี ในฤดูใบไม้ผลิ ( ราววันที่ 21 มีนาคมของทุกปี ) เราเรียกจุดนี้ว่า The March Equinox หรือ 0 Aries หรือปัจจุบันเรียกว่า The Vernal Equinox ในปัจจุบัน จุดดังกล่าวได้ขยับไปอยู่ในกลุ่มดาวปลาคู่ ( Pisces )



กลุ่มดาวแกะ ( ARIES ) เป็นสัญลักษณ์ของขนแกะทองคำ ( The Legend of the Golden Fleece ) เมื่อครั้งกษัตริย์ Athamus แห่ง Boetia ได้อภิเษกสมรสใหม่กับมเหสี Ino ทำให้ Ino พยายามกำจัด Phrixus ซึ่งเป็นโอรสของมเหสีคนเดิม จึงวางแผนแอบเก็บเมล็ดข้าวโพดไว้ ทำให้พืชผลไม่เพียงพอ ประชาชนอดอยาก กษัตริย์จึงต้องส่งฑูตไปขอความช่วยเหลือ ซึ่ง Ino ได้วางแผนไว้ก่อนแล้ว ว่าให้ขอโอรสหนุ่มเป็นเครื่องบูชายัณห์ ทำให้ผู้ส่งสารของพระเจ้า ชื่อ Hermes ( The Messenger of the God หรือ ดาวพุธ ) ส่งแกะวิเศษ ที่มีขนเป็นทองคำ ลงมาช่วย Phrixus ให้พ้นจากการถูกบูชายัณห์ แกะที่มาช่วยเหลือ ได้พา Phrixus ไปถึงเมือง Colchis ที่ริมฝั่งทะเลดำ จากนั้น Phrixus ได้นำแกะมาถวายบูชายัณห์ ให้กับ พระเจ้า Zeus ( ดาวพฤหัส ) และนำขนแกะทองคำ ให้กับกษัตริย์ Aeetes แห่ง Colchis โดยกษัตริย์ Aeetes ได้เก็บไว้ในพุ่มไม้ที่ปกป้องโดยมังกร ผู้ซึ่งไม่เคยหลับ แต่ก็ถูกขโมยโดย กัปตันเจสัน (Jason) และลูกเรืออาร์โก ( Argo Navis ) ในที่สุด

แท่นบูชาของคนครึ่งม้า




ชื่อย่อ: Ara
ชื่อคุณศัพท์: Arae
สัญลักษณ์: แท่นบูชา
ไรต์แอสเซนชัน: 17.39 ชั่วโมง
เดคลิเนชัน: −53.58°
เนื้อที่: 237 ตารางองศา (อันดับที่ 63)
จำนวนดาวฤกษ์:
(โชติมาตรปรากฏน้อยกว่า 3) 1
ดาวฤกษ์ที่สว่างที่สุด: β Ara
(โชติมาตรปรากฏ = 2.9)
ฝนดาวตก: -
กลุ่มดาวที่ติดกัน: กลุ่มดาวมงกุฎใต้
กลุ่มดาวแมงป่อง
กลุ่มดาวไม้ฉาก
กลุ่มดาวสามเหลี่ยมใต้
กลุ่มดาวนกการเวก
กลุ่มดาวนกยูง
กลุ่มดาวกล้องโทรทรรศน์
มองเห็นได้ในระหว่างละติจูด +25° ถึง −90°
มองเห็นได้ดีที่สุดในเวลา 21.00 น. ของเดือนกรกฎาคม


กลุ่มดาวแท่นบูชา เป็นกลุ่มดาวจาง ๆ ทางซีกฟ้าใต้ อยู่ระหว่างกลุ่มดาวคนครึ่งม้ากับกลุ่มดาวหมาป่า


เดิมรู้จักกันในชื่อ Ara Centauri หมายถึงแท่นบูชาของคนครึ่งม้า

วันอังคารที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554

กลุ่มดาวราศรีกุมภ์...ดวงดาวแห่งความอุดมสมบูรณ์

                
             เป็นกลุ่มดาวอันดับที่สิบเอ็ดของกลุ่มดาวจักรราศีเป็นกลุ่มดาวที่ค่อนข้างหายาก เนื่องจากไม่มีดาวฤกษ์ดวงใด ในกลุ่มที่มีความสว่างปรากฏสว่างกว่า 2.9 เลย คนโบราณเห็นเป็นรูปคนแบกหม้อน้ำกำลังเทน้ำลงในแม ซึ่งหมายถึง The River of Aquarius ซึ่งสายน้ำจะไหลผ่านที่มีดาวฤกษ์สุกสว่างคือ  ขึ้นไปสูงสุดกลางท้องฟ้าประมาณเที่ยงคืนของปลายเดือนสิงหาคม ต้นเดือนกันยายน มีดาวที่สำคัญ ดังนี้ เป็นดาวฤกษ์สีเหลือง มีความสว่างประมาณ 2.96 อยู่ห่างจากโลกประมาณ 756 ปีแสง อยู่ในตำแหน่งไหล่ขวาของคนแบกหม้อน้ำ ชื่อดาว มาจากภาษาอารบิก หมายถึง  เป็นดาวฤกษ์สีเหลือง มีความสว่างประมาณ 2.91 อยู่ห่างจากโลกประมาณ 612 ปีแสง อยู่ในตำแหน่งไหล่ซ้าย ของคนแบกหม้อน้ำ ชื่อดาว มาจากภาษาอารบิก หมายถึง เป็นเนบิวลาดวงดาว (Planetary Nebula) ที่อยู่ใกล้ดวงอาทิตย์ของเราที่สุดมีความสว่างประมาณ 6 มองเห็นได้ด้วยกล้องสองตาโดยจะมีขนาดราวเส้นผ่านศูนย์กลางของดวงจันทร์ ห่างจากโลกประมาณ 300 ปีแสง



  ชาวบาบิโลเนียนโบราณ ประมาณ 2000 ปีก่อนคริสตศักราช มองเห็นเป็นรูปหม้อน้ำ ที่มีน้ำล้นออกมา และแทนด้วยสัญลักษณ์ ของคนแบกหม้อน้ำ (Aquarius) ซึ่งในเดือนที่ 11 ของชาวบาบิโลเนียน (หรือระหว่างเดือนมกราคม-กุมภาพันธ์) จะเป็นช่วงที่ฝนตกหนักในรอบปี ส่วนชาวอียิปต์โบราณ เห็นเป็นรูปเทพเจ้า Hapi ซึ่งเป็นเทพเจ้าแห่งแม่น้ำไนล์ ซึ่งเป็นผู้ให้น้ำ เพื่อการดำรงชีวิตของมนุษย์โลก

ดาวนกการเวก...เสียงของปักษาที่ไพเราะที่สุด


ชื่อย่อ: Aps
ชื่อคุณศัพท์: Apodis
สัญลักษณ์: นกการเวก
ไรต์แอสเซนชัน: 16 ชั่วโมง
เดคลิเนชัน: −75°
เนื้อที่: 206 ตารางองศา (อันดับที่ 67)
จำนวนดาวฤกษ์:
(โชติมาตรปรากฏน้อยกว่า 3) 0
ดาวฤกษ์ที่สว่างที่สุด: α Aps
(โชติมาตรปรากฏ = 3.83)
ฝนดาวตก: -
กลุ่มดาวที่ติดกัน: กลุ่มดาวสามเหลี่ยมใต้
กลุ่มดาววงเวียน
กลุ่มดาวแมลงวัน
กลุ่มดาวกิ้งก่าคะมีเลียน
กลุ่มดาวออกแทนต์
กลุ่มดาวนกยูง
กลุ่มดาวแท่นบูชา
มองเห็นได้ในระหว่างละติจูด +5° ถึง −90°
มองเห็นได้ดีที่สุดในเวลา 21.00 น. ของเดือนกรกฎาคม


 


กลุ่มดาวนกการเวก เป็นกลุ่มดาวจาง ๆ ทางซีกฟ้าใต้ ไม่สามารถมองเห็นได้จากกรีกโบราณ พบหลักฐานปรากฏในแผนที่ดาว ยูรานอเมเทรีย (Uranometria) ของโยฮันน์ บาเยอร์ แต่อาจเป็นที่รู้จักกันในหมู่นักเดินเรือก่อนหน้านั้น

เรื่องราวของดวงดาว...

ขึ้นชื่อว่า...ดาว ทุกคนแน่นอนว่าต้องรู้จักแน่นอน เพราะเราสามารถมองเห็นดวงดาวได้มากมายบนท้องฟ้า ดาวดวงเล็กๆที่ส่องแสงสีเหลืองประกายยามค่ำคืน ทำให้ท้องฟ้าสีดำนั้นดูมีมนต์ขลังเสมอ และเพราะว่า...ดวงดาวทำให้กลางคืนไม่ได้น่ากลัว ดังนั้น...เราจึงคิดแค่ว่ามันเป็นเรื่องธรรมดา ก็แค่สิ่งๆหนึ่งบนโลกของเรา...แต่ ใครจะรู้ว่าดาวดวงเล็กๆบนท้องฟ้านั้น มีตำนานและที่มาอย่างไร...
สำหรับฉัน...เรื่องของดวงดาวเป็นเรื่องที่น่าสนใจ ดาวแต่ละดวงมีตำนานและความเป็นมาแตกต่างกัน บางตำนานยิ่งใหญ่ บางตำนานก็ธรรมดาเหลือเกิน แต่นั่นเป็นแรงจูงใจ...ที่ทำให้ฉันอยากทำเรื่องนี้ขึ้นมา ลองเงยหน้ามองขึ้นไปบนท้องฟ้ายามค่ำคืนดูสิ ฟ้าสีดำสนิทที่ทอดตัวยาวนั้นจะเปล่งประกายระยิบระยับด้วยแสงสีงดงามจับตา...และที่ฟ้านั้นจะสวยได้มากขนาดนั้น...เพราะมีหินเล็กๆบนท้องฟ้า...แม้จะเล็กน้อยแต่กลับเป็นร้อยล้านดวง...


อาจฟังดูเป็นเรื่องแแปลก...แต่หากคุณลองปล่อยวางหลายๆอย่างที่ประดังเข้ามาในชีวิตนั่งนิ่งๆสักพัก ให้เวลากับตัวเอง แหงนหน้าขึ้นมองท้องฟ้าที่พร่างพราวไปด้วยดวงดาวมากมายนับร้อยล้านดวง...แน่นอนเลยมนต์ขลังของดวงดาราบนฟากฟ้านั้น...จะทำให้คุณสงบใจและสามารถกลับไปเผชิญหน้ากับสิ่งเหล่านั้นได้...